Published
อ่านฉบับเต็มได้จากหนังสือ:
บทบาทองค์กรพัฒนาเอกชนกับผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย ในการขยายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน จีน-เวียดนาม ตามนโยบาย “จีนลงใต้” (2562)

อ่านฉบับเต็มได้จากหนังสือ:
บทบาทองค์กรพัฒนาเอกชนกับผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย ในการขยายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน จีน-เวียดนาม ตามนโยบาย “จีนลงใต้” (2562)
โครงการวิจัยในชุด “บทบาทองค์กรพัฒนาเอกชนกับผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย ในการขยายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน … ตามนโยบาย “จีนลงใต้”” นี้ เป็นการศึกษากรอบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion – GMS) ประกอบด้วยงานวิจัยทั้งหมด 3 ชิ้น ได้แก่ “จีน-เวียดนาม” “จีน-เมียนมา” และ “จีน-สปป.ลาว-กัมพูชา” โดยเป็นการศึกษาที่สอดคล้องกับโครงการวิจัยเรื่อง “การประเมินผลกระทบด้านนโยบายการค้าการลงทุนของประเทศจีน ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 13” ในสถานการณ์ใหม่ต่อประชาคมอาเซียน ที่ทำการประเมินผลกระทบด้านนโยบายการค้าการลงทุนของจีนภายใต้นโยบายของประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ผู้นำรุ่นที่ 5 แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 13 (ค.ศ. 2016-2020) ในโครงการ One Belt One Road (OBOR) / Belt and Road Initiative (BRI) ที่เกิดขึ้นตามหลังการลงนามในสนธิสัญญาร่วมทางการค้าในเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน
ทั้งนี้ แผนฯ ฉบับที่ 13 ที่เน้นผลักดันการฟื้นฟูประเทศโดยรวม ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีคุณภาพ รวมถึงสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศในระยะยาว ได้กำหนดเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไว้หลายประการ หนึ่งในนั้นคือนโยบายการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปสู่ภาคใต้และภาคตะวันตกของประเทศจีนที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล เป็นที่มาของนโยบาย “จีนลงใต้” ที่เป็นการวางรากฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการเข้าถึงทรัพยากรผ่านเส้นทางการค้าระหว่างประเทศที่มีประเทศกลุ่มอาเซียนเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งในแง่ของแหล่งพลังงาน ทรัพยากร ตลาดและฐานการผลิต
การศึกษาของโครงการฯ ได้มุ่งความสนใจไปที่บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนทั้งในประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งไทย ในการให้ข้อเสนอแนะทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมของจีนดังกล่าว เพื่อจัดการและใช้ประโยชน์จากผลกระทบให้เกิดประโยชน์สูงสุด
งานวิจัย “จีน-เวียดนาม” เล่มนี้ เสนอว่า เวียดนามได้เข้าร่วมลงนามในโครงการ BRI กับจีน พร้อมทั้งให้ความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟฟ้า ถนน และท่าเรือ อาทิ รถไฟจีน-เวียดนาม เส้นทางถนนจีน-เวียดนาม ท่าเรือ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งอื่น ๆ โดยดำเนินการผ่านการเปิดรับให้บริษัทจีนเข้าลงทุน และส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสำหรับโครงการระบบรางและเส้นทางรถไฟฟ้าระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม เวียดนามมีความระมัดระวังทั้งในด้านภาพลักษณ์ ความโปร่งใส และอำนาจต่อรองกับจีนที่ประชาชนบางส่วนยังไม่มั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรม และแม้ดูเหมือนว่าเวียดนามจะได้รับผลกระทบเชิงบวก ทั้งเพิ่มโอกาสการลงทุนจากต่างประเทศ ขยายเส้นทางการค้าได้กว้างขึ้นทั้งทางบกและทางรถไฟ พัฒนาด้านการท่องเที่ยวและบริการอีกมากในอนาคต ในอีกทางหนึ่งก็มีความเสี่ยงจากผลกระทบเชิงลบ อาทิ การกระจายรายได้ที่กระจุกตัวเฉพาะเมืองใหญ่ ต้นทุนด้านที่ดินและค่าเช่าราคาสูงขึ้น อัตราค่าจ้างแรงงานต่ำแต่ค่าครองชีพสูง
งานวิจัยนี้เผยให้เห็นถึงความไม่ราบรื่นในการผลักโครงการของจีนในเวียดนาม ที่ส่วนหนึ่งมาจากการเคลื่อนไหวจับตาโครงการอย่างใกล้ชิด ของภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ทะเล และพื้นที่ชายฝั่งซึ่งมีชุมชนประมงและชาติพันธุ์อาศัยอยู่จำนวนมาก สะท้อนว่า บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนเป็นตัวแปรสำคัญต่อโครงการพัฒนา ในที่นี้คือโครงการ “จีนลงใต้” ของจีน ซึ่งสร้างผลกระทบในวงกว้างจนถึงไทย ทั้งในเชิงการค้า การลงทุน และการจัดการทรัพยากรร่วมของลุ่มน้ำและทะเลจีนใต้
ข้อสรุปของงานวิจัยจึงชี้ว่า องค์กรพัฒนาเอกชนไทยเอง ควรมีบทบาทในการให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการปรับบทบาทและยุทธศาสตร์ของตนเองให้สอดคล้องกับโครงการที่จะเกิดขึ้นในเวียดนาม เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายเศรษฐกิจของไทย เช่น โครงการ Greater Mekong Sub-region (GMS) ที่เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวกับหลายประเทศในอาเซียน อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและการลงทุนให้เข้ามายังประเทศไทยมากขึ้น