Published
NIDA Impacts ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – ตุลาคม 2568
https://nida.ac.th/wp-content/uploads/2025/12/68-02-NIDA-Impacts.pdf

NIDA Impacts ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – ตุลาคม 2568
https://nida.ac.th/wp-content/uploads/2025/12/68-02-NIDA-Impacts.pdf
การผลักดันเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน หรือ ACFTA 3.0 จะเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจของอาเซียนไปในทิศทางใด และประเทศไทยควรเตรียมความพร้อมอย่างไร
ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีมิติทางภูมิศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือประเทศมหาอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ภูมิทัศน์ใหม่ของเศรษฐกิจอาเซียนภายหลังการผลักดันเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ที่เรารู้จักกันในนาม ACFTA 3.0 ควรพิจารณาในสามเรื่องดังต่อไปนี้
1. เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)
เห็นได้ชัดภายหลังวิกฤตโควิด 19 ที่กิจกรรมการซื้อขายของมนุษย์เกือบทั่วโลกเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ E-commerce สิ่งที่ส่งผลกระทบอย่างแน่นอนคือต้นทุนการผลิตสินค้า ซึ่งไทยไม่สามารถแข่งขันกับจีนที่ผลิตสินค้าเป็นจำนวนมากได้ นอกจากนี้ ไทยยังขาดนโยบายหรือกฎหมายที่ชัดเจนเพื่อรองรับสินค้านำเข้าจากจีนที่ทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าโกดังขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นใหม่มักจะเป็นโกดังสินค้าที่จีนเป็นเจ้าของหรือนอมินี (Nomini) ACFTA 3.0 จึงเป็นเรื่องของการปรับตัวหรือการเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอด
2. เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
ไม่ใช่เฉพาะไทยที่ได้รับผลกระทบแต่กับทุกประเทศทั่วโลกที่จะต้องปรับตัวเตรียมรับมือกับกำแพงกีดกันทางการค้าสำหรับสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ขณะที่จีนได้เตรียมความพร้อมมาอย่างยาวนานแล้ว โดยปฏิวัติทั้งการบังคับใช้รถยนต์ไฟฟ้า การปรับปรุงผังเมือง โซนนิ่งต่าง ๆ หากอุตสาหกรรมประเภทใดก่อให้เกิดมลภาวะจะต้องย้ายฐานการผลิตทันที ดังนั้น ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในอาเซียนจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ยกตัวอย่าง อินโดนีเซีย หนึ่งในประเทศที่จีนเลือกให้เป็นเป้าหมายในการย้ายฐานการผลิต เนื่องจากสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ตั้งแต่ค่าแรง จีนยังใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งวัตถุดิบต่าง ๆ ก็นำเข้าจากจีนเอง หากไม่รีบเตรียมการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันการณ์ ทั้งห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศจะกลายเป็นของจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3. การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอาเซียนทั้ง 10 ประเทศสมาชิก
ปัจจุบันประชากรของอาเซียนมีจำนวนรวมกันกว่า 683 ล้านคน นับเป็นตลาดที่ใหญ่มากและไทยมียอดส่งออกในระดับสูงมาก และเมื่อพิจารณาจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แล้วจะพบว่าไทยอยู่ในที่ตั้งที่เชื่อมต่อกับทั่วโลกได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะระบบราง ด้วยการเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน จึงจะต้องเร่งพัฒนาให้สามารถเชื่อมต่ออย่างเต็มที่
อีกโครงการหนึ่งที่ควรกล่าวถึงคือแลนด์บริดจ์ ซึ่งมีศักยภาพที่จะสร้างประโยชน์ด้านยุทธศาสตร์
การขนส่งสินค้าให้กับไทยอย่างมาก แต่ต้องไม่ลืมว่าไทยไม่มีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจด้านโลจิสติกส์ที่มีการขนส่งทางเรือมาก่อน ในที่สุดเราจะต้องยืมจมูกประเทศอื่นหายใจ นอกจากนี้สิงคโปร์จะกลายเป็นประเทศที่เสียผลประโยชน์ ดังนั้น ทำอย่างไรที่จะสร้างความร่วมมือกับสิงคโปร์ในโครงการนี้ได้นับเป็นโจทย์หนึ่ง
นอกจากนี้ คือการปรับตัวของธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และเศรษฐกิจชุมชน รวมทั้งผลักดันจุดแข็งซึ่งต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไร อาทิ ศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัล เพราะมีความพร้อมในด้านสาธารณูปโภค ความได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ที่มีศักยภาพจะเชื่อมโยงภูมิภาคอื่น ๆ ผ่านรถไฟความเร็วสูงและถนน และระบบรางที่เชื่อมโยงสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ลาว ไปสู่จีน ซึ่งเริ่มดำเนินการไปแล้ว เรายังไปถูกทางในเรื่องของการสร้างนิคมอุตสาหกรรม EEC มีความเข้มแข็งด้านอาหารจากทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ อีกเรื่องหนึ่งคือด้านสาธารณสุข ที่สามารถจะผลักดันเป็น Medical Hub ระดับอาเซียนและก้าวสู่การเป็นระดับโลกได้
ขณะเดียวกัน ไทยต้องเร่งปรับปรุงจุดอ่อนต่าง ๆ นอกเหนือจากกฎหมายที่กล่าวไปแล้ว คือการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน รวมทั้งทบทวนอุปสรรคทางการค้าต่าง ๆ เช่น กำแพงการค้า
ทำอย่างไรที่ไทยจะสามารถถ่วงดุลการค้ากับจีน ในยุคที่จีนเข้ามามีอิทธิพลและบทบาทอย่างมากในอาเซียน
จีนมีอิทธิพลไม่เฉพาะในอาเซียนแต่ในระดับโลก ผ่านโครงการ “Belt and Road Initiative” (BRI) หรือยุทธศาสตร์การขยายอิทธิพลทางการค้าผ่านการมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการลงทุนในเส้นทางคมนาคมขนส่ง เพื่อการขยายอิทธิพลทางการค้า ส่วนอิทธิพลทางการเมือง กล่าวคือ จีนจะไม่แทรกแซงทางการเมืองและความขัดแย้งภายในหรือระหว่างประเทศโดยตรง เห็นได้ชัดในกรณีของไทยกับกัมพูชาล่าสุด
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการที่จีนจะเลือกลงทุนที่ใด จีนได้ศึกษามาอย่างดีในการเข้ามาลงทุน ดังนั้น ขณะที่อาเซียนมีปัญหาในการสร้างความเป็นเอกภาพในการรวมตัวกัน แม้แต่ในมิติทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นผลประโยชน์ร่วมที่โดดเด่นที่สุด จีนย่อมได้ประโยชน์อย่างมากจากการเจรจาด้านการค้าการลงทุนโดยตรงกับประเทศที่จีนเข้าไปดำเนินการค้าด้วยตนเองแบบทวิภาคี (Bilateral) มากกว่าการใช้กลไก ASEAN Centrality
เวียดนามมีถนนหลายเลนที่เชื่อมต่อกับจีนแล้ว ส่วนสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ได้เข้าร่วมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกับจีนในแบบที่ใกล้เคียงกัน ส่วนไทยนั้นมีลักษณะที่นักการเมืองอยากเล่นการเมืองหลังบ้านมากกว่า การที่การเมืองไทยไม่มีความแน่นอนก็ทำให้นโยบายไม่มีความต่อเนื่อง เมื่อมองในภาพรวมแล้ว อาเซียนจึงยังคงเผชิญความเสี่ยงหากไม่สามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นได้
เพราะในอีกฟากฝั่งอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ปล่อยมือจากภูมิภาคนี้โดยใช้ผลประโยชน์ของตนเองเป็น
ที่ตั้งเสมอ อาเซียนจึงจะต้องดำเนินความสัมพันธ์กับสองมหาอำนาจนี้ให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เช่น ในกรณีการปรับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีทรัมป์
ข้อเสนอในการรับมือกับ Disruption ที่จะเกิดในอนาคตจากความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนทั้งกับจีนและประเทศอื่น ๆ
การกีดกันทางการค้าจากกำแพงด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเปรียบเสมือนการล่าอาณานิคมอย่างหนึ่ง การที่ภูมิภาคของเรามีการรวมตัวอย่างอาเซียนจึงควรจะใช้เป็นโอกาสในการกำหนดกฎระเบียบของเราเองเพื่อใช้ร่วมกัน เพราะอาเซียนไม่ได้ด้อยกว่ายุโรป ไม่ได้ด้อยกว่าในแง่ของการสนับสนุนเงินกองทุนต่าง ๆ แทนการรับเงื่อนไข SDGs ของประเทศตะวันตก
ที่สำคัญอย่างมาก การเมืองไทยจะต้องก้าวข้ามผลประโยชน์พวกพ้องให้ได้ เพราะต้องยอมรับว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศไทยไม่เคยพัฒนาจากเดิม จำเป็นที่จะต้องสร้าง Think Tank ของประเทศที่แยกเรื่องของผลประโยชน์ทางการเมืองออกไปให้ได้