การประเมินผลกระทบด้านนโยบายการค้าการลงทุนของประเทศจีน ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 13 ในสถานการณ์ใหม่ต่อประชาคมอาเซียน

การประเมินผลกระทบด้านนโยบายการค้าการลงทุนของประเทศจีน ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 13 ในสถานการณ์ใหม่ต่อประชาคมอาเซียน

Authors

คณะผู้วิจัย: ผศ.ดร.จุฬาภรณ์ ขอบใจกลาง ผศ. ดร. นพ. ประยงค์ เต็มชวาลา นายธฤษณุ แสงจันทร์ นายอภิมุข สดมพฤกษ์ โดย ศูนย์อาเซียนและเอเชียศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)

Abstract

โครงการวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อประเมินผลกระทบของ นโยบายการค้าและการลงทุนของจีนต่อประชาคมอาเซียน ภายใต้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 13 (ค.ศ. 2016- 2020) โดยใช้การศึกษาเชิงประจักษ์ (Empirical Study) ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ และภาคเอกชน ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากกฎหมาย ระเบียบ และสถิติที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การที่โครงการวิจัยฯ เกิดขึ้นในช่วงซึ่งโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างวิกฤตซับไพรม์ ถือเป็นจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อที่น่าสนใจสำหรับผลการศึกษาที่สะท้อนถึงศักยภาพของจีนในการทะยานขึ้นเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจโลก

จีนคือคู่ค้าสำคัญของอาเซียนซึ่งเริ่มมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกันนับตั้งแต่ปี 2534  (ค.ศ. 1991)
โดยเฉพาะหลังจากที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก หรือ WTO ในปี 2544 (ค.ศ. 2001) และ
การเริ่มบังคับใช้เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ในปี 2546 (ค.ศ. 2003)

ดังนั้น ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ของจีน ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี การบริโภคภายในประเทศ และความยั่งยืน โดยมีโครงการสำคัญคือ Made in China 2025 และ Belt and Road Initiative (BRI) จึงเป็นที่คาดการณ์ได้ว่าเศรษฐกิจของอาเซียนรวมทั้งไทยจะได้ผลกระทบใหญ่ ทั้งด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางเศรษฐกิจดังกล่าว อีกทั้งด้วยสถานะของจีนในช่วงเวลาของแผนฯ ฉบับที่ 13 ซึ่งได้กลายเป็นมหาอำนาจในทางเศรษฐกิจอย่างเต็มตัวจาก GDP ที่ขยับขึ้นเป็นอันดับ 2 ของโลก และอิทธิพลในยุค New Normal ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตซับไพรม์

ผลการศึกษาของโครงการฯ เกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนพบว่า ในช่วงหกสิบปีที่ผ่านมา จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาในหลายด้าน อาทิ การสร้างรากฐานทางสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรม การเกษตร พลังงาน และเทคโนโลยี การสร้างสถาบันเศรษฐกิจและสังคมใหม่เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม และความสำเร็จด้านนโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ในการรวมประเทศ การจัดทำแผนฯ ฉบับที่ 13 ได้แสดงให้เห็นถึงทิศทางของจีนในการที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การบริโภคภายในประเทศ และการยกระดับคุณภาพแรงงาน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย “5 แนวคิดใหม่” ได้แก่ นวัตกรรม สมดุล สิ่งแวดล้อม เปิดเสรี และการแบ่งปัน โดยแผนฯ ฉบับที่ 13 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจจีนอย่างน้อย 10 ด้าน ในการเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่เป็น “โรงงานของโลก” ไปสู่ “ศูนย์นวัตกรรมของโลก” เช่น

การเข้าสู่ภาวะ “New Normal”

  • ขยับสู่เศรษฐกิจระดับ “Mid-High End”
  • การบริโภคเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
  • การลงทุนเปลี่ยนรูปแบบ
  • การขยายยุทธศาสตร์ Belt and Road
  • การเติบโตของเมืองและสังคมผู้สูงอายุ
  • การเปิดเสรีทางการเงินและการเข้าสู่ตะกร้า SDR ของเงินหยวน
  • การเพิ่มบทบาทในการบริหารเศรษฐกิจโลก

ที่ผ่านมาจีนให้ความสำคัญกับอาเซียนทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง เนื่องจากเป็นตลาดและฐานการผลิตสำคัญในยุทธศาสตร์ “Go Global” โดยได้วางกรอบเวลาการลงทุนในภูมิภาคไว้เป็น 3 ระยะคือ

  1. ระยะการผลิต (2000s): จีนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก
  2. ระยะทุน (2010s): จีนลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน
  3. ระยะนวัตกรรม (2020s): จีนกลายเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีและแนวคิดใหม่

งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่า จีนใช้ยุทธศาสตร์ BRI และ China–Indochina Peninsula Economic Corridor ผ่านระบบราง “Pan-Asia Railway Network” และท่าเรือหลักในภูมิภาค ในการมุ่งขยายการลงทุนในประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ ได้แก่ อินโดนีเซีย อินเดีย และไทย ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์จีน-อาเซียน โดยเฉพาะผ่านโครงการ Eastern Economic Corridor (EEC) ซึ่งเชื่อมโยงกับ BRI ทั้งด้านโลจิสติกส์ การคมนาคม และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดังนั้น การร่วมมือดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ไทย ดึงดูดเงินลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังผลักดันให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางการลงทุนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” อีกด้วย

ผ่านการวิเคราะห์เชิงนโยบาย การศึกษาของโครงการฯ เน้นย้ำว่า แม้การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและนโยบายของจีนมายังภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างห่วงโซ่การผลิตใหม่และยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การเงิน และพลังงานสะอาด ซึ่งโดยผลประโยชน์หลักแล้ว เป็นโอกาสที่อาเซียนจะได้เข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดของจีน ที่ยังคงมีการขยายตัวรวดเร็ว แต่ก็เป็นความท้าทายและความเสี่ยงด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพาจีนมากเกินไป การแข่งขันด้านแรงงาน และการควบคุมมาตรฐานสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของการศึกษาของโครงการฯ คือ

1. เสริมสร้างความสามารถการแข่งขันของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อใช้ประโยชน์จาก BRI และ Made in China 2025 อย่างเต็มที่

2. จัดตั้งกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจจีน

3. ส่งเสริมโครงการร่วมวิจัยและนวัตกรรม ระหว่างจีน–อาเซียน โดยเฉพาะในเทคโนโลยีสีเขียว ดิจิทัล และโลจิสติกส์

4. ไทยควรพัฒนาบทบาท “ศูนย์กลางเชื่อมโยงภูมิภาค” โดยใช้ EEC เป็นแพลตฟอร์มสำหรับ
การลงทุนจากจีนและประเทศที่สาม

5. สร้างกลไกตรวจสอบและประเมินผลระยะยาว เพื่อให้แน่ใจว่าความร่วมมือกับจีนเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยและอาเซียนอย่างยั่งยืน

การศึกษาชี้ให้เห็นว่า และสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 13 (ค.ศ. 2016-2020) เป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญที่ขับเคลื่อนจีนจากประเทศผู้ผลิตสู่ผู้นำนวัตกรรมระดับโลก และส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของอาเซียน การที่อาเซียน โดยเฉพาะไทย สามารถปรับตัวและพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแนวทางของจีน จะเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาค