ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
www.piriya.pholphirul.blogspot.com
ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เริ่มคุกรุ่นก่อนการเลือกตั้งปี 2569 หัวข้อที่ถูกใช้ในการเลือกหาเสียงมากที่สุดกลับไม่ใช่แค่เรื่องนโยบายแต่ละพรรค แต่คือเรื่องของ “ทุนเทา” ที่กำลังใช้สนามเลือกตั้งเป็น “เครื่องซักผ้า”
ขนาดใหญ่เพื่อฟอกเงินที่มาจากธุรกิจที่ผิดกฎหมายมาเป็นเงินที่สะอาด ประกอบกับการได้รับการคุ้มครองจากอำนาจรัฐ ในทางเศรษฐศาสตร์ ปรากฎการณ์ฟอกเงินเทา (คำ) ให้เป็นขาวนี้สามารถอธิบายด้วยทฤษฎี “สมการคอร์รัปชัน” ง่าย ๆ ของ Robert Klitgaard ซึ่งอธิบายว่า Corruption = M + D – A ซึ่งได้แก่
- M (Monopoly – การผูกขาด): เมื่อพรรคการเมืองหรือ “บ้านใหญ่” ครองพื้นที่เบ็ดเสร็จจนคู่แข่งหน้าใหม่เข้าไม่ถึง ทุนเทาจึงเลือก “ลงขัน” กับกลุ่มที่มีโอกาสชนะสูงเพื่อผูกขาดการเข้าถึงทรัพยากรรัฐ
- D (Discretion – ดุลยพินิจ): อำนาจของนักการเมืองในการตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่น การอนุมัติสัมปทาน หรือการเปลี่ยนผังเมือง คือ “สินค้า” ที่ทุนเทาต้องการซื้อผ่านเงินสนับสนุน
- A (Accountability – ความรับผิดชอบ): เมื่อกลไกตรวจสอบงบประมาณพรรคอ่อนแอ หรือองค์กรอิสระขาดความเป็นอิสระ ค่า A จะต่ำลง ส่งผลให้ค่า C (Corruption) พุ่งสูงขึ้นทันที
คิดง่าย ๆ เหมือนกับเราจ้างผู้รับเหมามาทำบ้าน (นักการเมือง) ถ้าเราปล่อยให้เขาซื้อวัสดุเองโดยไม่ขอดูใบเสร็จ (ขาดการตรวจสอบ) และเขาเป็นเจ้าเดียวในอำเภอที่ทำได้ (ผูกขาด) เขาก็มีแนวโน้มจะบวกกำไรเกินจริงหรือใช้ของไม่มีคุณภาพ (คอร์รัปชัน)
พฤติกรรมของทุนเทาในกระบวนการเลือกตั้งสามารถอธิบายได้อย่างลึกซึ้งผ่านทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยเริ่มจาก ทฤษฎีการแสวงหาค่าเช่า (Rent-Seeking Theory) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทุนกลุ่มนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างผลิตภาพหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับสังคม แต่กลับมุ่งใช้ทรัพยากรทางการเงินเพื่อซื้ออิทธิพลและสิทธิพิเศษจากรัฐ เพื่อให้เกิดการออกกฎเกณฑ์ที่กีดกันคู่แข่งหรือสร้างสภาวะผูกขาดให้แก่ธุรกิจสีเทาของตนเอง นำมาซึ่ง
ความบิดเบี้ยวของกลไกตลาดและบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างรุนแรง
สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ทฤษฎีที่สองได้แก่ “ปัญหาตัวแทน (Principal-Agent Problem)” ก็คือ เมื่อประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย (Principal) มอบหมายให้นักการเมืองปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทน (Agent) ในการดูแลผลประโยชน์ส่วนรวม แต่เมื่อนักการเมืองยอมรับเงินสนับสนุนจากทุนเทา “พันธสัญญา” และเป้าหมายในการทำงานย่อมเปลี่ยนไปจากการรับใช้ประชาชน ไปสู่การตอบแทน “ผู้จ่ายเงินจริง” ส่งผลให้นโยบายสาธารณะถูกบิดเบือนไปเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนเฉพาะกลุ่ม แทนที่จะเป็นไปเพื่อสวัสดิการของสังคมวงกว้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ในสภาวะการแข่งขันที่ต้นทุนการหาเสียงพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล พรรคการเมืองมักจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า “กับดักนักโทษ (Prisoner’s Dilemma)” ตามทฤษฎีเกม โดยแต่ละพรรคต่างเผชิญกับความกดดันที่ว่า หากตนเองเลือกที่จะปฏิเสธทุนเทาเพื่อรักษาอุดมการณ์ในขณะที่คู่แข่งเลือกรับทุนเหล่านั้น พรรคของตนย่อมเสียเปรียบเชิงทรัพยากรและมีโอกาสพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งสูง ในที่สุดแรงจูงใจในการเอาตัวรอดทางการเมืองจึงบีบบังคับให้ทุกฝ่ายจำเป็นต้องก้าวเข้าสู่วงจรทุนเทาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อให้เกิดเป็นพลวัตที่เลวร้าย (Vicious Cycle) ที่หยุดยั้งได้ยากหากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เข้มแข็ง
วงจรทุนเทาฟอกขาว (The Political Money Laundering Cycle) ทำงานอย่างเป็นระบบผ่าน 3 ระยะสำคัญ เริ่มต้นที่ ระยะการสะสมและการฉีดเข้าสู่ระบบ ผ่านการใช้ “นอมินี” หรือการสนับสนุนรูปแบบที่ไม่ใช่เงินสด
(In-kind) เพื่อเลี่ยงกฎหมายตรวจสอบ ต่อเนื่องไปยัง ระยะการฟอกขาวด้วยความชอบธรรม เมื่อชัยชนะจากการเลือกตั้งแปรสภาพเงินมืดให้กลายเป็น “บุญคุณทางการเมือง” นำไปสู่การแต่งตั้งกลุ่มทุนเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญเพื่อสร้างภาพลักษณ์นักธุรกิจที่ถูกกฎหมาย และจบลงที่ ระยะการถอนทุนคืน ผ่านภาวะ Regulatory Capture หรือการเข้ายึดกุมกฎเกณฑ์รัฐเพื่อล็อคสเปกโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือสั่งละเว้นการตรวจสอบธุรกิจผิดกฎหมายในเครือข่าย
ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงความเสื่อมถอยทางศีลธรรม แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้มหาศาล ในด้านผลกระทบทางตรง (Direct Cost) มีการประเมินว่าประเทศไทยต้องสูญเสียเงินภาษีไปกับการคอร์รัปชันถึงปีละประมาณ 200,000 – 300,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเป็น “ภาษีที่มองไม่เห็น” ที่คนไทยทุกคนต้องแบกรับไว้คนละกว่า 4,500 บาทต่อปี เงินจำนวนนี้คือค่าเสียโอกาสในการสร้างรัฐสวัสดิการหรือโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ
ความสูญเสียมหาศาลจากการคอร์รัปชันไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเงินที่หายไปทางตรงจากคลังหลวงเท่านั้น แต่ในทางเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้ได้สร้าง “ผลกระทบจากการเบียดขับ” (Crowding Out Effect) ที่รุนแรง ซึ่งทำลายระบบนิเวศของประเทศใน 3 มิติหลัก:
1. ภาคธุรกิจ: ในระบบเศรษฐกิจที่คอร์รัปชันเบ่งบาน ภาคธุรกิจที่ดีและยึดมั่นในนวัตกรรมจะไม่สามารถแข่งขันได้ เพราะ “ต้นทุนการเข้าสู่ตลาด” ของคนสุจริตนั้นสูงกว่ากลุ่มทุนที่มีเส้นสายทางการเมือง (Crony Capitalism)
เมื่อการล็อคสเปกและการเรียกรับผลประโยชน์กลายเป็นบรรทัดฐาน ธุรกิจที่โปร่งใสจึงถูกเบียดขับออกไปจากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ส่งผลให้ทรัพยากรของประเทศไหลไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนที่ด้อยประสิทธิภาพแต่
มีอิทธิพล แทนที่จะเป็นธุรกิจที่สร้างคุณค่าจริงให้กับสังคม
2. ภาคการเมือง: ในการแข่งขันทางการเมืองที่ใช้เงินทุนมืดเป็นเชื้อเพลิงหลัก “คนการเมือง” ที่มีเจตนารมณ์
ใสสะอาดและต้องการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง มักจะถูกเบียดขับออกจากสนามเลือกตั้ง เนื่องจากไม่สามารถต่อสู้กับอำนาจเงินมหาศาลที่ใช้ในการสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์และการซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้ ผลที่ตามมาคือการเกิดภาวะ “การคัดเลือกที่ไม่เป็นธรรม” (Adverse Selection) ที่คนมีความสามารถและสุจริตถอดใจจากการเมือง ทิ้งสนามไว้ให้เฉพาะผู้ที่พร้อมจะเข้าสู่วงจรทุนเทาเพื่อถอนทุนคืนในภายหลังเท่านั้น
3. ภาคทรัพยากรมนุษย์: ในระดับปัจเจกบุคคล เมื่อระบบอุปถัมภ์และการฟอกขาวฝังรากลึก คนดีที่ทำงานโดยสุจริตจะสูญเสียโอกาสในการก้าวหน้า เพราะตำแหน่งสำคัญหรือโอกาสทางธุรกิจมักจะถูกจัดสรรให้กับ “คนของทุน” หรือ “เครือข่ายผู้สนับสนุน” ปรากฏการณ์นี้บั่นทอนกำลังใจของคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ (Brain Drain) จนเลือกที่จะหันหลังให้กับประเทศ หรือยอมจำนนต่อระบบที่ไร้ความเป็นธรรม ส่งผลให้ทุนมนุษย์ของชาติถูกทำลายอย่างประเมินค่าไม่ได้
ทางออกเชิงระบบเพื่อก้าวไปข้างหน้า (The Way Forward) จึงต้องมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างแรงจูงใจเพื่อให้การโกงมีราคาแพงจนไม่คุ้มเสี่ยง ผ่านมาตรการความโปร่งใสทางการเงินดิจิทัล (Digitalized Party Finance) ที่รายงานบัญชีแบบ Real-time บนระบบเปิด การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนพรรคการเมืองจากรัฐ (Public Matching Funds) ตามจำนวนผู้บริจาครายย่อยเพื่อลดการพึ่งพาทุนเทา และการปฏิรูปองค์กรอิสระ (Depoliticizing Regulators) ให้มีอิสระทางวิชาชีพอย่างแท้จริง
เมื่อถูกถามว่า “เราจะหยุดโกงได้หรือไม่?” คำตอบก็คือ “เราไม่สามารถหยุดคอร์รัปชันได้ด้วยการรอ ‘คนดี’ เพียงอย่างเดียว แต่เราหยุดได้ด้วย ‘ระบบที่ทำงานเองได้’ (Self-enforcing system) ที่ทำให้การทำสิ่งที่ถูกต้องเป็นเรื่องง่ายและได้ประโยชน์ ส่วนการโกงนั้นมีต้นทุนที่สูงเกินกว่าที่ใครจะกล้าเสี่ยงลงทุนครับ”
