Sustainable Development Goals : ความยั่งยืนและESG ความหมายและความสำคัญต่อธุรกิจและองค์กร : มิติความยั่งยืน 3 ประการ

Sustainable Development Goals : ความยั่งยืนและESG ความหมายและความสำคัญต่อธุรกิจและองค์กร : มิติความยั่งยืน 3 ประการ

            ความยั่งยืน ด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันโลกของเราร้อนขึ้นมาแล้ว 1.1 องศา ด้านสิ่งแวดล้อม นี้ ใครจะเป็นคนที่ช่วยโลกของเรา ในการลดไข้ถ้าไม่ใช่เราทุกคนอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ 1 – 2 งองศา นั่นหมายถึงวิกฤตที่โลกใบนี้กำลังป่วยอยู่ครับ

โดย ดร.พรพรหม สุธาทร คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

จากคลิปที่ผ่านมา เราได้เข้าใจเรื่องของ มิติ 3 ประการ หลักของความยั่งยืนแล้ว ซึ่งประกอบไปด้วย สังคม เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อม คำถามคือทำไมภาคธุรกิจถึงจะต้องให้ความสนใจในเรื่องของ 3 เสาหลักของความยั่งยืนอีกด้วย

ความยั่งยืน ด้านสิ่งแวดล้อม

ต้องกล่าวว่าในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม สิ่งที่ทุกบริษัทต้องการก็คือคำว่า กำไร เพราะว่ากำไร เปรียบเสมือนกับผลตอบแทนจากการดำเนินธุรกิจทำให้บริษัทเหล่านั้น มีความสำเร็จและเป็นตัวชี้วัด ความสำเร็จของบริษัทหนึ่งๆ เราถูกสอนกันว่าการที่เราทำให้ผู้ถือหุ้นมีกำไรสูงสุดนั่นคือการประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ แต่พอเวลาผ่านไป ความต้องการของผู้บริโภคนั้นสูงมากขึ้น การที่เราจะได้กำไรในการดำเนินธุรกิจแบบเดิม ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ยากแล้ว หลายๆบริษัทจะต้องมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มันซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ หลายบริษัทก็ประสบความสำเร็จในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเหล่านั้น เศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เราต้องยอมรับกันเลยว่าไม่มียุคไหนที่เรามีความสะดวกสบายเท่ายุคนี้ ทุกอย่างแทบจะอยู่ที่ปลายนิ้วของเราเรียบร้อยแล้ว แต่การเติบโตของเศรษฐกิจในระดับนี้ มันมีสิ่งที่เติบโตเป็นเงาตามตัวเพิ่มมากขึ้นมา ก็คือเรื่องของมลพิษมลภาวะ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ก๊าซเรือนกระจก หรือ greenhouse gas ที่เราปล่อยออกมาจากการที่เราดำเนินธุรกิจในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม หลายๆคนอาจจะคิดว่าเราเคยได้ยินคำว่าโลกร้อน เคยได้ยินคำว่าก๊าซเรือนกระจกมาตั้งนานแล้วใช่ไหมครับ คำตอบก็คือใช่ครับเราได้ยินเรื่องนี้กันมาตั้งแต่เราเด็กๆแล้ว แต่ว่าในปัจจุบันนี้ ที่เราให้ความสนใจในเรื่องนี้กันมากยิ่งขึ้นก็เพราะว่าในช่วงไม่กี่ 10 ปีที่ผ่านมา โลกของเรา ร้อนขึ้นอย่างทวีคูณ

ผมอยากจะเล่าให้ทุกคนฟังว่าเมื่อประมาณปี 2007 ผมได้มีโอกาสที่จะได้ดูสารคดีในช่อง National Geographic ในสารคดีนั้น เล่าถึงเรื่องที่ว่าถ้าโลกของเราร้อนขึ้นมา 6 องศา มนุษยชาติจะไม่สามารถที่จะอยู่บนโลกนี้ได้แล้ว ถ้าโลกของเราร้อนขึ้น 1 องศา ฤดูกาลจะเปลี่ยนแปลง น้ำจะเริ่มท่วมในหลายพื้นที่ ถ้าโลกของเราร้อนขึ้นมา 3 องศา ป่าอะเมซอนที่เคยอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลกก็จะแห้งแล้ง ฤดูกาลจะเปลี่ยนไปสิ้นเชิง วิถีชีวิตของมนุษย์จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว และถ้าโลกของเราร้อนขึ้น 6 องศา โลกของเราจะร้อนจนเหมือนย้อนกลับไปก่อนยุคที่ไดโนเสาร์ถือกำเนิดขึ้นไปอีก ห่วงโซ่อาหารทุกอย่างจะถูกตัดขาดและมนุษยชาติก็ไม่สามารถที่จะอยู่ได้บนโลกใบนี้

ผมยอมรับจริงๆ วันนั้นที่ผมได้ฟังเรื่องนี้รู้สึกว่าไกลตัวมากๆ ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่ฟังอยู่ตอนนี้ก็คงจะคิดว่ามันไกลตัวมากจริงๆ แต่เกิดอะไรขึ้นทราบไหมครับ เมื่อปี 2015 ผู้นำจากทั่วโลก ไปประชุมกันที่ปารีส ในการประชุมองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือเราได้ยินชื่อกันสั้นๆง่ายๆ ว่า COP21 ในวันนั้น ผู้นำจากกว่าร้อยประเทศทั่วทุกมุมโลกได้ไปลงนามสนธิสัญญาในการที่จะหยุดยั้งภาวะโลกร้อนให้ไม่เกิน 2 องศาและเมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา ผู้นำจากทั่วโลกก็รวมตัวกันอีกครั้งในงานประชุม COP26 ที่กรุงกลาสโกว์ ไปร่วมลงนาม เพื่อให้โลกหยุดยั้งไม่ให้ร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศา ความหมายที่ผมพูดนี่คืออะไร สิ่งที่เรามองว่าไกลตัวในวันนั้นวันนี้มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ปัจจุบันโลกของเราร้อนขึ้นมาแล้ว 1.1 องศา ฉะนั้นสิ่งที่ผมกล่าวไปในข้างต้นเกิดขึ้นแล้ว

เราจะสังเกตในวันนี้ฤดูกาลเริ่มจะไม่เหมือนเดิม น้ำเริ่มท่วมในหลายพื้นที่ เราอาจจะคิดว่าในช่วงก่อนหน้านี้เราได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆบนโลกใบนี้มาเยอะแล้ว ซึ่งก็หนักหนาพอสมควร ตั้งแต่การเกิดขึ้นมาของธุรกิจสตาร์ทอัพในการดิสรัปธุรกิจหลายๆธุรกิจหายไปจากโลกใบนี้ ต่อมาเราเจอวิกฤตโควิด19 ที่เราทุกคนเจอโรคระบาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกคนจากที่ไม่เคยต้องใส่แมสเราต้องมาใส่แมสแล้วก็มาเจอหน้ากัน หลังจากนั้น เราเจอปัญหาเรื่องของเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอยไปพร้อมๆกับสงครามรัสเซียและยูเครน

วันนี้ผมจะบอกทุกคนว่าวิกฤติ Climate Change มันจะเปรียบเสมือนคลื่นลูกสุดท้าย ที่กำลังจะมาถึง และยิ่งใหญ่กว่าทุกอย่างที่ผมเล่าให้ฟังทั้งหมดรวมกัน เราจะเชื่อไหมครับ

ฉะนั้นวันนี้ถ้าเราไม่หยุดยั้งและไม่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน ตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมาตั้งแต่ปี 1850 จนถึงปี 2000 โลกของเราร้อนขึ้นมา 0.6 องศา เราใช้เวลาตั้ง 150 ปี การที่โลกของเรามีความร้อนขึ้นมาในระดับนั้นแต่เราใช้เวลาหลังจากนั้นเพียงแค่ 20 ปีในการที่โลกร้อนขึ้นมาในระดับเดียวกัน ฉะนั้นเราต้องให้ความสนใจกับเรื่องนี้หลายๆ คนอาจจะบอกว่าโลกร้อนขึ้นมาเพียงแค่ไม่กี่องศา มันกระทบอะไรมากมายขนาดนี้เลยหรอ

ผมคงต้องเปรียบเทียบให้ทุกท่านฟังง่ายๆว่า เหมือนเราเป็นไข้ครับอุณหภูมิของร่างกายปกติ อยู่ที่ 36 องศาใช่ไหมครับถ้าเราเป็นไข้อยู่ที่ 38 องศา ผมเชื่อว่าทุกคนตัวร้อนจี๋แล้ว ถ้าเราร้อนถึง 39 หรือ 40 องศาผมเชื่อว่าเราเสี่ยงที่จะหมดสติแล้วก็เสียชีวิตเลย แพทย์ก็คงจะทำทุกทางเพื่อทำให้ร่างกายของเราอุณหภูมิลดลง และเราก็จะสามารถมีสุขภาพที่ดีกลับมาเหมือนเดิมได้

แต่คำถามคือวันนี้ถ้าโลกของเราตัวร้อน ใครจะเป็นคนที่ช่วยโลกของเราในการลดไข้ถ้าไม่ใช่เราทุกคนอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ 1 หรือ 2 องศา นั่นหมายถึงวิกฤตที่โลกใบนี้กำลังป่วยอยู่ ฉะนั้นวันนี้เราควรจะต้องเริ่มต้นในการใส่ใจเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงที่จะสนใจในเรื่องของกำไรเพียงอย่างเดียว เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ผมเชื่อว่ายังทัน มาใส่ใจความยั่งยืนทางด้านธุรกิจกันดีกว่าครับ

ความยั่งยืน และ ESG ความหมายและความสำคัญต่อธุรกิจและองค์กร ตอนที่ 1 ความยั่งยืน คือ

ความยั่งยืน และ ESG ความหมายและความสำคัญต่อธุรกิจและองค์กร ตอนที่ 3 ESG