ใส่ใจบริบทของทัองถิ่นและส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์: บทเรียนจากความความพยายามของหลายฝ่ายและกระบวนการในการแก้ปัญหาความขัดแย้งเรืองที่ดินจากการประกาศเขตอุทยานแห่งาติบูโด-สุไหงปาดี ในจังหวักนราธวาส

Authors

ผศ.ดร.อาแว มะแส, นายสมภพ พร้อมพอชื่นบุญ

Published

Proceedings The 9th International Conference on Humanities and Social Sciences, Challenges in the 21st Century: Sustainable Development in Multicultural Societies.

Abstract

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจบริบทของปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน วิถีชีวิต ของชาวมุสลิมที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต กระบวนการทำงานในรูปของเครือข่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งในที่ดินอันเนื่องจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีทับที่ดินของ ราษฎร รวมถึงวิเคราะห์บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา การวิจัยนี้เป็นการวิจัย การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ทำการรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการ สังเกตแบบมีส่วนร่วม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดหมวดหมู่ข้อมูล การ อธิบายเหตุผลเชิงตรรกะ และการสร้างข้อสรุปเชิงอุปนัย
ผลการศึกษา พบว่า ปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินอันเนื่องจาการประกาศเขตอุทยาน แห่งชาติบูโด-ปาดี เป็นปัญหาที่รัฐใช้กฎหมายและอำนาจในการจัดการกับทรัพยากรโดยไม่คำนึงถึง ลักษณะและรูปแบบการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและที่ดินในพื้นที่ตามวิถีของคนในท้องถิ่น ที่มี มาอย่างยาวนานก่อนการประกาศใช้กฎหมาย คนในท้องถิ่นส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมชาติพันธุ์ มลายู มีวิถีชีวิตที่ตั้งอยู่บนหลักคำสอนของศาสนาอิสลามเป็ นสำคัญ บวกกับการปฏิบัติตาม ประเพณีและจารีตท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์มลายู มีการดำรงชีพที่พึ่งพาอย่างเกื้อกูลกันกับ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากมาตั้งแต่อดีต ปัญหาเริ่มปรากฏขึ้นหลังจากได้มีการประกาศเขตป่ า สงวนปี พ.ศ. 2508 ตามด้วยการประกาศเขตอุทยานปี พ.ศ. 2542 อันเป็นผลให้รัฐนำเอาอำนาจทาง กฎหมายมาบังคับใช้เป็นหลัก ในการจัดการกับที่ดินทำกินของราษฎรที่ทับซ้อนกับเขตอุทยาน การ ที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องขาดความเข้าใจบริบทด้านวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นทำให้เกิด ความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจ ระหว่างคนในพื้นที่กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อหาทางออกที่ เหมาะสมไม่ได้ ชาวบ้านในพื้นที่จึงมีการรวมตัวกันในรูปของเครือข่ายเพื่อเพิ่มพลังของชุมชน โดยการทำงานร่วมกับผู้นำท้องถิ่น และประสานงานขอความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐในท้องที่ ด้วยการ สนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ดำเนินการเคลื่อนไหวและปรึกษาหารือเพื่อหาทางออก มีการนำแนวทางศาสนาอิสลามและประเพณีท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการบริหารการทำงาน อีกทั้ง ยังใช้วิธีการที่เหมาะสม คือ การทำแผนที่ทำมือ ผสมผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัย โปรแกรม GIS และ GPS มาใช้ในรวบรวม และตรวจสอบข้อมูล รวมทั้งการทำแผนที่และการปรับปรุงระบบการ ทำงาน กระบวนการทำงานแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ 1) ระดับหมู่บ้านและตำบล 2) ระดับอำเภอและ จังหวัด และ 3) ระดับนโยบาย ผลจากการเคลื่อนไหวนี้ นำไปสู่การสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นถึง ปัญหา ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดินและวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น เกิดความโปร่งใสในการ ทำงาน มีการประสานงานกับหลายฝ่าย ตลอดจนมีการปรับระบบการทำงานระหว่างกันให้เหมาะ กับสถานการณ์ จนทำให้ทุกฝ่ายที่มาร่วมกันเป็นภาคีสามารถทำงานร่วมกันอย่างมีเหตุผลและมี ความสมดุล ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของชาวบ้านกับหน่วยงานท้องถิ่นและท้องที่ มีการขับเคลื่อนการการทำงานอย่างเป็นระบบ จนสามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี หน่วยงานของรัฐระดับอำเภอเป็นศูนย์กลางในการประสานงานระหว่างภาคีต่างๆ อันส่งเสริมให้ เกิดความเข้าใจร่วมกันและไว้วางใจกันในการทำงาน
ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมควรนำบทเรียนที่ ได้จากกระบวนการดำเนินการในพื้นที่นี้ ไปใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อจัดการ ความขัดแย้งในเรื่องที่ใกล้เคียงกัน ด้วยการเปิดพื้นที่ให้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันเพื่อ สะท้อนความจริง และร่วมหาทางแก้ไขปัญหาให้ตรงกับความจริง ส่งเสริมให้มีการปฏิสัมพันธ์ อย่างสร้างสรรค์ พร้อมกับประสานหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ร่วมเป็นภาคีในการพัฒนา

ใส่ใจบริบทของทัองถิ่นและส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์: บทเรียนจากความความพยายามของหลายฝ่ายและกระบวนการในการแก้ปัญหาความขัดแย้งเรืองที่ดินจากการประกาศเขตอุทยานแห่งาติบูโด-สุไหงปาดี ในจังหวักนราธวาส. The 60th Anniversary of His majesty the King’s Accession to the Throne International Convention Center, Prince of Songkla University, Hat Yai campus, The 9th International Conference on Humanities and Social Sciences, Challenges in the 21st Century: Sustainable Development in Multicultural Societies. (313-336).