ปัญหาในการใช้มาตราการพิเศษในการแสวงหาพยานหลักฐานในคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมในรูปแบบองค์กรในประเทศไทย

Authors

อ.ดร.ธนัทเทพ เธียรประสิทธิ์

Published

รายงานสืบเนื่องการประชุมวิชาการระดับชาติ

Abstract

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา อาชญากรรมในรูปแบบองค์กรถูกจัดว่าเป็นภัยคุกคามระดับโลก เนื่องจาก
อาชญากรรมประเภทนี้นั้นส่งผลกระทบมากมายต่อความมั่นคงตลอดจนถึงเศรษฐกิจของประเทศด่าง ๆ
นอกเหนือไปจากนี้ อาชญากรรมองค์กรนั้นยังเป็นสาเหตุของอาชญากรรมร้ายแรงต่าง ๆ อีกด้วย
โดยลักษณะเฉพาะของอาชญากรรมองค์กรที่มีความชับซ้อนนั้น ทำให้เป็นการยากที่เจ้าหน้าที่รัฐจะ
สามารถหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับหัวหน้าระดับสูงขององค์กรอาชญากรรมได้ ด้วยเหตุนี้
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร (UNTOC)
จึงได้ถูกบัญญัติในปีค.ศ 2000 เพื่อปราบปรามองค์กรอาชญากรรรมข้ามชาติ ในอนุสัญญานี้ได้บัญญัติ
มาตรการพิเศษต่าง ๆ เพื่อปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงมาตราการพิเศษในการแสวงหา
พยานหลักฐาน เช่น การครอบครองของกลางภายใต้การควบคุม การสะกดรอยด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์
และการใช้เจ้าหน้าที่อำพรางตัว ที่ถูกบัญญัติไว้ในมาตรา 20 แห่งอนุสัญญานี้
ประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกแห่งอนุสัญญานี้ จึงมีภาระที่จะต้องมีการอนุวัติการกฎหมายภายใน
ให้สอดคล้องกับอนุสัญญานี้ ซึ่งรวมถึงการนำมาตรการพิเศษในการแสวงหาหลักฐานมาใช้ในประเทศไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในการอนุวัติอนุสัญญานั้นมีวิธีการทำที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับเทคนิคการ
ร่างกฎหมายของแต่ละประเทศ ดังนั้นการใช้มาตรการพิเศษเพื่อแสวงหาหลักฐานของแต่ละประเทศสมาชิก
อาจมีต่างออกไปได้เช่นกัน บทความนี้มุ่งที่จะศึกษาวิเคราะห์ปัญหาในการใช้มาตรการพิเศษในการแสวงหา
หลักฐานตามกฎหมายของประเทศไทย เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปรับปรุงกฎหมายต่อไปในอนาคต

ปัญหาในการใช้มาตราการพิเศษในการแสวงหาพยานหลักฐานในคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมในรูปแบบองค์กรในประเทศไทย. NIDA, การประชุมวิชาการระดับชาติเนื่องในโฮกาสครบรอบปีที่ 54 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (961-976).