นวัตกรรมอินเทอร์เน็ตมีมในการสื่อสารทางการเมืองไทย

Authors

รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ, นายคริษฐ์ ลิ้มตระกูล

Published

วารสารนิเทศศาสตร์ปริทัศน์

Abstract

This study “The Innovation of Internet Memes in Thai Political Communication: A Case Study of Opposition to the Amnesty Bill in 2013” has 3 important objectives; namely;

1) to study patterns and types of the Internet meme having impacts on the objection of the draft Amnesty Bill in 2013,
2) to study impacts of the Internet meme as a channel to oppose the Amnesty Bill in 2013 on Thailand’s online social media; and
3) to study impacts of the Internet meme innovation to oppose the Amnesty Bill in 2013 on online social media on Thai political communication.

The study found that the posting of comments/opinions on electronic media which became political Internet memes could be classified into 6 patterns, which are self-promotion, inadvertent celebrity, urban rumors and hoaxes, advertising and marketing, image editing, and references to pop culture.

Of all the 6 patterns of posting, the Internet memes could then be categorized into 4 types as follows: text Internet meme, picture Internet meme, picture and text Internet meme and video clip Internet meme.

The key channels through which the Internet meme was used in Thai political communication were Website and Facebook.

There were slightly more uses of the website channel than the Facebook channel. Moreover, the results of the Internet meme innovation on Thai political media communication could be considered in 2 points. Firstly, the pattern of references to pop culture, the type of picture and text Internet (6) meme, gained high popularity and became an Internet meme used to communicate the opposition to the Amnesty Bill in 2013, which was gradually developed to become a popular application used to oppose the Amnesty Bill in 2013.

Secondly, the use of Internet meme to communicate the opposition to the Amnesty Bill in 2013 accomplished its set objective because the innovated Internet meme was well accepted and applied to communicate the opposition to the Amnesty Bill in 2013 with the target groups, leading to an extensive political alert that drove part of the Mass Public Demonstration to come out and oppose the Amnesty Bill in 2013, resulting in a pressure for the then government to eventually dissolve the parliament

บทคัดย่อ

การศึกษาเรื่อง นวัตกรรมอินเตอร์เน็ตมีมในการสื่อสารทางการเมืองไทย: ศึกษากรณีการคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ในปี พ.ศ. 2556 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ

1) เพื่อศึกษารูปแบบและประเภทของอินเทอร์เน็ตมีมที่ใช้ในการสื่อสารทางการเมืองเพื่อคัดค้านร่าง พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ในปี พ.ศ. 2556

2) เพื่อศึกษาช่องทางการสื่อสารของอินเทอร์เน็ตมีมในสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ในการสื่อสารทางการเมืองเพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในปี พ.ศ.2556 และ

3) เพื่อศึกษาผลของนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตมีมในสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ในการสื่อสารทางการเมืองต่อการคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ในปี พ.ศ. 2556

ผลการศึกษาพบว่ารูปแบบที่ใช้ในการโพสต์เพื่อแสดงความเห็นจนกลายเป็นอินเทอร์เน็ตมีมทางการเมืองอยู่ 6 รูปแบบ คือ การนำเสนอตนเอง (Self-promotion) ดาราจาเป็น (Inadvertent Celebrity) ข่าวลือ/ข่าวลวงในเมือง (Urban Rumors and Hoaxes) การประชาสัมพันธ์และการตลาด (Advertising and Marketing) การตัดต่อภาพ (Image Editing) และการอิงกระแสวัฒนธรรม ปัจจุบัน (References to Pop Culture)

โดยแบ่งประเภทของอินเทอร์เน็ตมีมที่ใช้ในการคัดค้าน ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ อินเทอร์เน็ตมีม ประเภทข้อความ (Text Internet Meme) อินเทอร์เน็ตมีม ประเภทรูปภาพ (Picture Internet Meme) อินเทอร์เน็ตมีมประเภทรูปภาพผสมข้อความ (Picture and Text Internet Meme) และอินเทอร์เน็ต มีมประเภทคลิปวิดีโอ (Video Clip Internet Meme)

ส่วนช่องทางสำคัญในการนำอินเทอร์เน็ตมีมมาใช้ในการสื่อสารทางการเมืองไทยนั้น มีอยู่ 2 ช่องทางหลัก คือ เว็บไซต์และเฟซบุ๊ก โดยมีการใช้ช่องทางในการสื่อสารทางเว็บไซต์มากกว่าช่องทางเฟซบุ๊กอยู่ไม่มากนัก

นอกจากนั้น พบว่าผลของนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตมีม ในการสื่อสารทางการเมืองไทยนั้น สามารถพิจารณาได้ใน 2 ประการ คือ ประการแรกอินเทอร์เน็ตมีมในการสื่อสารทางการเมืองไทยกรณีการคัดค้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ในปี พ.ศ. 2556 ในรูปแบบอิงกระแสวัฒนธรรมปัจจุบัน และประเภทรูปภาพผสมข้อความ ได้รับความนิยมและกลายเป็นอินเทอร์เน็ตมีม และพัฒนาเป็นแอปพลิเคชั่นทางการเมืองในการสื่อสารเพื่อคัดค้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม และประการที่สองการใช้อินเทอร์เน็ตมีมในการสื่อสารเพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ในปี พ.ศ. 2556 ประสบความสาเร็จ

เนื่องจากนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตมีมได้รับ การยอมรับ และมีการนำมาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ก่อให้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองอย่างกว้างขวาง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของมวลมหาประชาชน จนเป็นแรงบีบคั้นให้รัฐบาลในยุคนั้น ต้องประกาศยุบสภาไปในที่สุด

(2558). นวัตกรรมอินเทอร์เน็ตมีมในการสื่อสารทางการเมืองไทย. วารสารนิเทศศาสตร์ปริทัศน์, 19(1), 163-165.