"Diminishing Globalization as an Opportunity for a New Era of Globalization: Leveraging Beneficial Technologies for Sustainable Development."

“Diminishing Globalization as an Opportunity for a New Era of Globalization: Leveraging Beneficial Technologies for Sustainable Development.”

Keynote Speaker 

Dr.Supachai Panitchpakdi 

Former Secretary of UNCTAD and Former Director-General of the World Trade Organization (WTO) 

The 2nd NIC-NIDA Conference, 2023

Thursday, August 17, 2023

          เมื่อตอนที่ผมทำงานอยู่ องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) มีคำพูด 2 คำที่ถูกพูดบ่อยมาก คือคำว่า “โลกาภิวัตน์ (Globalization) ” และ “ความยั่งยืน (Sustainability)”

          ที่ WTO ผมอยู่ในขั้นตอนที่จะผลักดันโลกาภิวัตน์ให้เกิดประโยชน์แก่ทั่วทุกประเทศ ซึ่งเป็นความแตกต่าง จาก GATT (General Agreement on Tariff and Trade) ผมตั้งเป้าหมายใน WTO ที่จะนำทุกประเทศเข้าร่วมการสร้างการค้า กำจัดความผิดปกติด้านการค้า และอยากให้หลายประเทศมีความร่วมมือระดับพหุภาคี

“โลกาภิวัตน์ช่วยทุกคน” แต่สร้างประโยชน์ให้ทุกคนได้จริงหรือไม่ ?

          ในการทำงานที่ UN (United Nations) ผมพบความท้าทายว่า โลกาภิวัตน์จะสามารถสร้างประโยชน์ให้ทุกคนได้จริงหรือไม่ และเพื่อนร่วมงานของผมไม่ค่อยมั่นใจในโลกาภิวัตน์ และท่านโคฟี อนันต์ ย้ำเตือนพวกเราเสมอว่า “โลกาภิวัตน์ ช่วยทุกคน” ท่านตอกย้ำเสมอว่า การที่ UN จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาโลกาภิวัตน์ เพราะพวกเราเป็นกระบอกเสียงของคนไม่มีเสียง เราไม่ได้ทำงานให้ Wall Street แต่เราทำงานให้กับประชาชนที่ไม่มีถนนแม้แต่จะเดิน  ดังนั้นในด้านหนึ่งของโลกาภิวัฒน์พหุภาคี สู่การค้าเสรีอีกด้านหนึ่งของความยั่งยืนของโลกาภิวัฒน์ ควรรวมความสำเร็จทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

          ผมได้ฟังท่านอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์ที่นิด้าได้นำเสนอหลักการความยั่งยืน “WISDOM for Sustainable Development” และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของ UN ปี 2030 ที่เกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เราก็คาดหวังให้สถาบันการศึกษาระดับสูง สำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั่วโลก จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับวาระปี 2030 ในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อปลูกฝังความรู้สึกเข้าใจและความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งต่อกระบวนการพัฒนาระดับโลก

จากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษสู่เป้าหมาย “การพัฒนาที่ยั่งยืน”

          ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของ Millennium Development Goal (MDGs) เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว MDGs ในสมัยนั้น มุ่งเป้าประสงค์ไปที่การพัฒนาสังคมเป็นหลัก เพื่อที่เราจะได้ใช้เสียงของเราเพื่อผู้ที่ไม่มีเสียง ผมมีความภาคภูมิใจต่อการคิดที่แตกต่างออกไป ไม่ได้หมายความว่าไม่เห็นด้วยกับทุกสิ่ง แต่หมายถึงว่าเราชนะในวิธีการปกครองโลกให้แตกต่างออกไป หากมันเป็นถนนเดินรถเพียงทางเดียว เราต้องการทำให้มันเป็นถนนที่สามารถเดินรถได้สองทาง หรือมากกว่านั้น นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า MDGs จบลงเพียงเท่านั้น ในประมาณปี 2013

          ต่อมาเราจึงหยิบยกเอาเนื้อหาของ MDGs มาเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญที่สุด ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ในปัจจุบันซึ่งหนึ่งในหัวข้อ ที่สำคัญที่สุด คือ การมีส่วนร่วมในการพัฒนา เมื่อเราพูดถึงการพัฒนา ไม่ได้หมายถึงเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น แต่ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของตนเอง และเพื่อให้ประชาคมโลกประสบความสำเร็จในการผลักดัน SDGs เราต้องการส่วนร่วมจากประเทศกำลังพัฒนา ประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อผลักดันประเทศที่ยากจนด้วย  นั่นคือเหตุผลที่ผมมองว่าเป้าหมายของการมีส่วนร่วมอยู่ลึกลงไปในใจของผม และเป็นเป้าหมายที่ UNCTAD ผลักดันเป็นอย่างมาก เพราะเรามองเห็นว่า “ธรรมาภิบาลระดับโลก” จะสามารถทำให้เราจินตนาการถึงโลกาภิวัตน์ที่ได้รับการออกแบบใหม่อีกครั้ง ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงเส้นทางการพัฒนา “เรา” ต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจสำหรับทุกประเทศทั่วโลกที่ประชาชนทุกคนกังวล เพื่อผลประโยชน์อย่างแท้จริง

ความเหลื่อมล้ำจาก “โลกาภิวัตน์” ยุคแรก

          ผมมองว่าโลกาภิวัฒน์ในยุคแรกที่ผมทำงานกับ UNCTAD นับตั้งแต่ปี 2005 ถึงปี 2013 เราเห็นผลประโยชน์มากมายเกิดขึ้น เช่น การเพิ่มการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการค้ากับประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกอย่างแอฟริกาและในเอเชีย และการค้าอย่างก้าวกระโดดในประเทศทางใต้ก็เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณมากกว่าการค้าทั่วไปในสมัยนั้น เป็นช่วงที่ผมคิดว่า เราเห็นว่าแต่ละประเทศต้องมีนโยบายของตัวเอง มีงานวิจัยของตัวเอง ไม่ใช่แค่ถูกจับมือและชี้นำจากประเทศอื่นๆ ที่คาดว่าจะมีความรู้ มากกว่าหรือประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น

          ผมขอสรุปว่า ทำไมเราถึงไม่ค่อยพอใจกับโลกาภิวัตน์ ประการแรก คือ UNCTAD มาจากเลขาธิการคนแรกที่เสนอแนวคิด Center Periphery  (ประเทศชายขอบ) และศูนย์กลางรอบนอกที่ไม่เพียงแต่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในสมัยอาณานิคมเก่าเท่านั้น แต่ศูนย์กลางนี้กลับดูดซับทุกสิ่งจากรอบนอกและไม่เหลือสิ่งใดไว้ แต่ในยุคโลกาภิวัตน์สมัยใหม่ เราเห็นว่าแนวคิดเรื่องศูนย์กลางยังคงมีบทบาทในกระบวนการดำเนินงานอยู่

          นอกจากนี้ เราก็มีความกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว หรีอ “Hyper-Globalization” ประเทศที่ยากจนอาจจะไม่สามารถตามทันและจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง  ดังนั้น กระบวนการโลกาภิวัตน์จะมีผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบต่อการค้า บางด้านคนสามารถทำการค้าได้ แต่บางด้านเป็นกลับมีข้อจำกัดหรือข้อจำกัดในการเจรจาการค้า ไม่ได้นำความเสมอภาคมาสู่ทั่วโลก และอาจไม่ได้นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ข้อจำกัดต่างๆ ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ SDGs ไม่สามารถเป็นไปได้จริง

          ครั้งหนึ่งในการประชุมเศรษฐกิจในดาโวส เมื่อปี 2017 ผมชอบข้อคิดที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนได้กล่าวถึงข้อคิดจาก ชาลส์ ดิกคินส์ ว่า “It was the best of time, it was the worst of time.” เขาเขียนข้อความนี้หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ซึ่งนำความเจริญรุ่งเรืองมา แต่ในเวลาเดียวกันก็เกิดความยากจนในกลุ่มผู้ที่อ่อนแอในโลก แต่เราต้องพอใจในบางส่วน ของกระบวนการโลกาภิวัตน์ เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตได้ ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ เราสามารถรับมือ กับปัญหาที่ยากลำบากร่วมกันได้ แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องรับรู้ถึงด้านลบของกระบวนการโลกาภิวัตน์ด้วย แต่ไม่ควรให้ด้านลบทับถมด้านบวกไปทั้งหมด

          ในการประชุมครั้งนั้น ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เสนอข้อสำคัญทั้งหมด 3 ข้อ คือข้อแรก เขามีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับโลก ที่มีการชะลอตัว ในช่วงปี 2008-2009 เรายังคงได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ข้อที่สอง เขากังวลต่อการปกครองเศรษฐกิจโลก ที่ไม่เพียงพอ หรือธรรมาภิบาลของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ชิดกับใจความหลักของ UN และ UNCTAD การขาดธรรมาภิบาล จะทำให้เราไม่สามารถมองเห็นการบรรลุเป้าหมาย ด้านความเสมอภาคทางโลก และข้อสุดท้าย ได้กล่าวถึง ความไม่เท่าเทียมทางโลก ความไม่เสมอภาค ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อที่สอง ทำให้คนทั่วโลกเริ่มไม่สนใจในโลกาภิวัตน์  

เมื่อจะแตกหัก เราต้อง “เชื่อมต่อ” สร้าง “โลกาภิวัตน์ยุคใหม่”

          ต่อมาเมื่อสงครามยูเครนเกิดขึ้น โลกมีแนวโน้มที่แตกแยกอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเลิกเข้าร่วมการประชุมด้านการค้า สหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยในการแต่งตั้งผู้ตัดสินใจใหม่ ในการตัดสินใจ ข้อพิพาทเกี่ยวกับปัญหาการค้า นั่นสะท้อนให้เห็นว่า จริงๆ แล้ว องค์กรไม่สามารถเข้าไปยัง ระบบการค้าที่หลากหลายได้

          ประเด็นของ Re-globalization ที่ผู้คนยังคงกังวล ไม่ได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากกลุ่มการค้า G2 ของโลกปัจจุบัน คือ สหรัฐฯ และจีน หากเราต้องการกลับสู่กระลวนการโลกาภิวัตน์ เราไม่เพียงแค่ต้องการการปกครองเศรษฐกิจโลกที่เหมาะสม แต่เรายังต้องการ G2 ที่สามารถประนีประนอมความเป็นปรปักษ์ทางเศรษฐกิจได้ และไม่ให้ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจลุกลามไปสู่สิ่งที่มาอำนวยความสะดวกทางกายภาพ แต่กลับไม่มีใครได้รับผลประโยชน์นั้น

          เพื่อนผมอีกคนนึง คือเฮนรี คริสซินเจอร์ เป็นเพื่อนที่ดีเพราะว่าขณะที่ผมกำลังสมัครเป็นผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) เขาสนับสนุนให้คอยให้ข้อคิดดีๆ เวลาที่ผมถูกปฏิเสธการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ

          ที่ปักกิ่งในปีนี้ ช่วงเดือนกรกฎาคม ปัจจุบันเขาอายุมากกว่า 100 ปี แต่ยังคงมีจิตใจที่เฉียบแหลม มุ่งมั่นต่อโลกภิวัตน์และพหุภาคีเป็นอย่างมาก เขาพูดสิ่งดีๆ มากมาย ผมขอยกมาพูดถึง 1 ประโยค เพราะเป็นการพูดที่เน้นย้ำว่า “ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน สามารถปฏิบัติต่ออีกฝ่ายในฐานะศรัตรูได้ หากทั้งสองประเทศเข้าสู่สนามสงคราม แต่ก็จะไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหา และไม่มีใครได้ผลประโยชน์เลยในโลกนี้”

          ดังนั้นผมจะบอกว่า เราจะไม่เห็นจุดจบของโลกาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยภายนอก อาจมีการชะลอจากนโยบายต่างๆ ของประเทศบ้าง เพราะแต่ละประเทศก็มีปัญหาภายในของตัวเอง แต่เราก็ไม่เห็นการจบลงของโลกาภิวัตน์ แต่ก็ยังดำเนินหน้าไป แม้จะช้าลงก็ตาม

          ในช่วงที่เรากำลังเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีและวัฒนธรรม ผลักดันให้พวกเราอยู่ร่วมกันตลอดเวลา ผมมีเพื่อน คนนึง ที่เดินป่าที่ทิเบต เขาเจอพระที่ทิเบต ถือโทรศัพท์มือถือ และใช้โทรศัพท์ตลอดเวลา แม้ในสถานที่ที่ห่างไกล เรายังเชื่อมต่อกันได้

          ในต้นปีนี้ที่เมืองเวนิส ในงานแสดงศิลปะสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นการแสดงการสร้างสรรค์เมืองจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างที่อยู่อาศัย พระราชวัง ซึ่งเป็นงานที่นำเสนอวัฒนธรรมตะวันตกออกมา กลายเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมจากทั่วทุกมุมโลก มีคนเล่าให้ผมฟังว่า “ถึงแม้ในสถานการณ์โลกนี้ ประเทศต่างๆ ไม่ได้แตกแยกกัน แต่ถูกแบ่งแยกเป็นหลายระดับ เรากำลังเห็นโลกที่ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นการแสดงถึงการเกิดของโลกหลายขั้ว” นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมภายนอก ที่ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยนโยบายด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นการขับเคลื่อนไปในทิศทางที่มีการสำรวจในหลายมุมมอง ซึ่งเป็นโลกที่พวกเราทุกคนต้องการ

          ในการประชุมที่เทียนจิน ผมได้พบท่านประธานหลีเฉียน ท่านบอกกับนักธุรกิจทั่วโลกให้ร่วมมือกันเพื่อที่จะยกเลิกความคิดเกี่ยวกับการแยกตัว เพราะบางคนในโลกตะวันตกมักจะพูดถึงเรื่องการแยกตัว เป็นอย่างมาก เขาต้องการมีทิศทางของตัวเองเพื่อจะก้าวต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อโลกาภิวัตน์ ควรละทิ้งความคิดเกี่ยวกับการแยกตัวและทุกอย่าง ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นปัจจัยเชิงบวกแน่นอน

          ในความคิดของผม เราควรปรับตัวในช่วงที่โลกาภิวัตน์ชะลอตัว ให้ไปในทิศทางเดียวกับโลก ผมไม่อยากเรียกกระบวนการนี้ว่าการกลับสู่โลกาภิวัตน์ แต่อยากเรียกว่า “โลกาภิวัตน์ยุคใหม่” ซึ่งโลกาภิวัตน์ไม่ได้หมายถึงการรวมกัน การบูรณาการกันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเชื่อมต่อกันทั่วโลก ซึ่งคำว่า “การเชื่อมต่อ” เป็นคำสำคัญของโลกาภิวัตน์ยุคใหม่ และควรมาพร้อมกับความครอบคลุม ความยั่งยืน และความยืดหยุ่น

          การเผชิญหน้าวิกฤต ทุกคนควรเข้าใจเรื่องความยั่งยืนและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยดำริไว้ว่าต้องมีสติ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไร และเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้

          เราเห็นไฟป่าไหม้ทั่วโลก เราเห็นการทำลายสิ่งแวดล้อมทุกชนิด เราต้องสามารถเผชิญอุปสรรคได้ ณ ที่นี้คือไม่ใช่แค่ตั้งรับ แต่เราต้องป้องกันการเกิดเหตุการณ์เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ความครอบคลุม ความยืดหยุ่น และความเป็นไปได้ ต้องเป็นสิ่งที่ไปด้วยกัน

อนอกจากนี้ ในปีนี้ การประชุม UN กว่า 60 ประเทศทั่วโลก เราเห็นการเพิ่มของความยากจนทั่วโลก 50% ของทรัพย์สินโลก ถูกครอบครองโดยประชากรแค่ 10% แต่ 50% ของประชากรที่ยากจน ครอบครอบทรัพย์สินเพียง 8%

ห่วงโซ่อุปทานต้องแข็งแกร่ง

          ประเด็นที่ 2 ผมอยากพูดถึงการฟื้นฟูและการย้ายไปต่างประเทศ (Offshoring) ตั้งแต่การเกิดการระบาดของโรค เราได้พูดถึงเรื่องดังกล่าวว่า เราต้องพยายามสร้างห่วงโซ่อุปทานให้แข็งแกร่งอีกครั้งนึง เช่น การผลิตวัคซีนไฟเซอร์ ที่ต้องใช้วัตถุดิบจากทั่วโลกมากถึง 260 ชนิด เพื่อผลิตวัคซีนเพียง 1 โดส ทำให้เห็นว่า การเชื่อมต่อของโลกนั้นมีความสำคัญและต้องเชื่อมต่อกันต่อไป

โลกาภิวัตน์ทางเทคโนโลยี ต้องเกิดประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่ยึดครองโลก

          ประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถจะควบคุมได้ อย่างที่เราเห็นกันว่ามีการเติบโตอย่างล้นหลาม เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ผมได้รับบทความจากทั่วโลกจากผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากมายที่ได้อธิบายถึงความกังวลว่าเราไม่สามารถปล่อยให้กระบวนการ AI เคลื่อนที่ไปทั่วโลกได้โดยไร้ซึ่งการควบคุม

เราไม่สามารถให้ AI ควบคุมโลกได้ AI ไม่ควรมายึดครองโลก แต่ควรนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อชีวิตของมนุษย์ เช่น ในด้านสาธารณสุข สมดุลนิเวศ การส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะ และอื่นๆ

          ในขณะเดียวกัน ผมทราบมาว่า กลุ่มผู้ผลิต AI กำลังพยายามรวมตัวกันเพื่อสร้างกฎและข้อบังคับบางอย่าง เพื่อให้เราสามารถคุมการเติบโตทางเทคโนโลยี แต่บางคนกลับมองเรื่องนี้ในแง่ร้าย พวกเขาบอกว่า “อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะไม่สามารถควบคุมได้ ต้องให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วม” ผมจึงหวังว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 5 จะเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยภายในที่นำพาไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

“รัฐภูมิศาสตร์” ต้องไม่ถูกครอบงำโดยการเมือง แต่ต้องช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

          ประเด็นที่ 4 เป็นข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ “รัฐภูมิศาสตร์” ตอนนี้เรามีความกังวลมากว่าเศรษฐศาสตร์ถูกครอบงำโดยการเมือง ผมคิดว่าเราต้องผสมผสานทั้งเศรษฐศาสตร์และการเมืองเข้าด้วยกัน  เช่น ในทะเลจีนใต้ การเมืองโลกไม่ควรนำไปปัญหาไปสู่ความรุนแรงทางกายภาพ เป็นต้น ที่ UN เราพยายามให้คำแนะนำกับภูมิภาคเอเชียตะวันออก เพื่อใช้เศรษฐกิจเชื่อมโยงกับใต้ท้องทะเล อย่าง การชีววิทยาทางทะเลและวิธีการที่เราต้องวิจัยร่วมกัน ช่วยขับเคลื่อนไปด้วยกันด้วยเศรษฐกิจ ภายใต้บทบาทของเศรษฐกิจทางภูมิศาสตร์

แต่ละประเทศต้องดูแลตัวเองได้

          ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องของ “Localization” และ “Globalization” กล่าวโดยสรุปคือ คนแต่ละประเทศนั้น ต้องสามารถช่วยเหลือตัวเองและดูแลตัวเองได้ เช่น การผลิตยา วัคซีน ให้ตัวเองได้ การปรับปรุงระบบ การศึกษาของเรา การสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ของเรา ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เพื่อพัฒนาสิ่งนั้น แต่ก็ไม่ควรจะพรากจากโลกาภิวัตน์ (Globalization)

Localization และ Globalization ควรดำเนินไปด้วยกัน จับมือไปด้วยกัน


ถอดความปาฐกถาพิเศษ โดย
รศ.ดร. อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว
ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)